ดวงอาทิตย์ Solar Wind & Solar Storm

ดวงอาทิตย์

Solar Wind & Solar Storm

NASA | Spacecraft Track Solar Storms From Sun To Earth

Uploaded by on Aug 18, 2011

YouTube Preview Image


YouTube Preview Image

YouTube Preview Image

หากเราเดินทางเหนือขึ้นไปจากชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเราจะต้องเผชิญกับรังสีมรณะจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มกำลังอัลตราไวโอเล็ต จะทำให้เราเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง ต้อกระจก มือจะร้อนจนนาบตะกั่วละลายได้แต่กว่าจะถึงตอนนั้นมันคงจะเผาผลาญเราได้เป็นจุณในพริบตา เรากำลังจะพาคุณมุ่งหน้าตรงเข้าไปสู่หัวใจของระบบสุริยะ พลังที่ไร้ตัวตนได้จุดประกายดวงไฟ ที่ใหญ่เสียจนกลืนกินโลกได้ทั้งใบ

ดวงอาทิตย์ทรงกลมขนาดใหญ่นี้ เกิดขึ้นเมื่อราว 5 ล้านล้านปีที่ผ่านมา เริ่มต้นก่อกำเนิดจากองค์ประกอบสำคัญ คือ ไฮโดรเจน 71% และฮีเลียม 27% ส่วนอีก 2% เป็นธาตุอื่นๆ เช่น ออกซิเจน, คาร์บอน, ไนโตรเจน, ซิลิคอนและแมกนีเซียม เป็นต้น

ดวงอาทิตย์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 1.392 x 106 กิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลกของเราถึง 109 เท่า และมีปริมาตรเป็น 1.41 x 1018 ลูกบาศก์กิโลเมตร ใหญ่กว่าโลกของเรามากมายหลายเท่าทีเดียว (1.3 ล้านเท่า)

 

ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากโลกมาก ประมาณ 1.496 x 108 กิโลเมตร เราทบทวนถึงความรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์กันพอสังเขปแล้ว เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

VSS00031.jpg

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด

มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน ที่ใจกลาง ของดวงอาทิตย์ มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จนทำให้ก๊าซไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียมและแผ่พลังงาน ออกมาอย่างมหาศาล เป็นความร้อนและแสงสว่าง เราเรียกปฏิกิริยานี้ว่า ” ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ” พลังงานความร้อน และแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นี้เอง ที่เอื้อให้เกิดสิ่งมีฃีวิตบนโลกของเรา

โครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์ ประกอบไปด้วย
1. แกนกลาง มีอุณหภูมิสูงกว่า 15 ล้านองศาเซลเซียส
2. โชนการแผ่รังสี พลังงานความร้อนถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอกในรูปแบบคลื่น
3. โซนการพารังสี อยู่เหนือโซนการแผ่รังสีพลังงานความร้อนในโซนนี้ถูกถ่ายทอด ออกสู่ส่วนนอก โดยการเคลื่อนที่ของก๊าซ
4. โฟโตสเฟียร์ เป็นพื้นผิวของดวงอาทิตย์ อยู่เหนือโซนการพารังสี เราสังเกตพื้นผิวส่วนนี้ได้ในช่วงคลื่นแสงมีอุณหภูมิประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส
5. โครโมสเฟียร์ เป็นบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิสูงประมาณ10,000 องศาเซลเซียส

6. คอโรนา เป็นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์แผ่ออกไปในอวกาศหลายล้านกิโลเมตร มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1 ล้านองศาเซลเซียส

Sunspot

หากลองเอาโลกของเราไปวางไว้ข้างๆ ดวงอาทิตย์ เพียงไม่กี่วินาที มันก็จะระเหยเป็นไอเปลวไฮโดรเจน

 

 

ภาพการปะทุของดวงอาทิตย์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2553

ดวง อาทิตย์เป็นส่วนสำคัญที่สุดของระบบสุริยะ  เป็นผู้ดึงดูดให้ดาวเคราะห์ทั้งเก้าดวงอยู่ในตำแหน่งที่เป็นอยู่และดวง อาทิตย์ยังให้แสงและความร้อนกับดาวเคราะห์นั้นด้วย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ยาน สังเกตการณ์สุริยพลวัต (Solar Dynamics Observatory) ของนาซ่า ได้เปิดเผยภาพการปะทุของดวงอาทิตย์ภาพล่าสุด ที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 21 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย

โดย การปะทุของดวงอาทิตย์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของดวงอาทิตย์ แต่ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อระบบสนามแม่เหล็กของโลกแต่อย่างใด เพราะโลกไม่ได้อยู่ในแนวการปะทุของดวงอาทิตย์ และการปะทุดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นการปะทุครั้งใหญ่ เหมือนกับการปะทุที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งการปะทุในครั้งนั้นได้ถูกระบุว่าเป็นการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปีเลยทีเดียว

 


ดวงอาทิตย์มีกลุ่มความร้อนพุ่งขึ้นและตกลงมา ซึ่งแต่ละลูกนั้นมีขนาดใหญ่เท่ากับรัฐเท็กซัส

และมีความยาวถึง 1,600 กิโลเมตร ที่ใจกลางของนิวเคลียร์ อุณหภูมิสูงเท่ากับ 30 ล้านองศาฟาเรนไฮท์แต่โลกของเราอยู่ระยะห่างราว 150 ล้านกิโลเมตร ตั้งอยู่ในระยะพอเหมาะขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นอาจจะเย็นจัดหรือร้อนจัดจนเกินไป หากว่าโลกของเรานั้นตั้งอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์กว่านี้ มีผลทำให้น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้งไป และหากไกลกว่านี้ โลกก็จะกลายเป็นเพียงดินแดนน้ำแข็งที่ไร้ร้างและไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ได้

 

ดวงอาทิตย์หล่อเลี้ยงทุกชีวิตบนโลกความอบอุ่นช่วยสร้างสภาพอากาศ ทำให้น้ำลอยขึ้นจากมหาสมุทร แล้วเคลื่อนตัวไปเหนือทวีปต่างๆ
แดด ฝนและหิมะทำให้ผืนแผ่นดินเหมาะสมต่อการยังชีพ
แต่ ดวงอาทิตย์ของเราไม่ได้มีแต่เพียงความอบอุ่น หากยังมีแสงสว่าง ปาฏิหาริย์ของพืชพรรณก็คือความสามารถในการใช้แสงอาทิตย์ช่วยในการเจริญเติบ โต ด้วยวิธีสังเคราะห์แสง พืชจะเปลี่ยนน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นคาร์โบไฮเดรต และปล่อยออกซิเจนออกมา ส่วนสัตว์นั้นจะเก็บเกี่ยวพลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วยเช่นกัน ใน ด้านความอบอุ่น ถ้าปราศจากความอบอุ่น สัตว์เช่นจระเข้ ก็จะไม่มีพลังงานในการย่อยอาหาร หรือโหนกบนหลังของอัลลิเกเตอร์ มีวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อดูดซับแสงอาทิตย์ พวกมันดูดซับความร้อนผ่านผิวหนัง และส่งผ่านไปยังกระแสเลือด เพื่ออาหารที่มันกินจะเน่าเปื่อยภายในกระเพาะของอัลลิเกเตอร์ พวกมันจึงจำเป็นต้องนอนอาบแดด บนดวงอาทิตย์นั้น มีจุดกลมขนาดเล็กซึ่งเป็นบริเวณที่เย็นและเรียกว่า “จุดดับบนดวงอาทิตย์” มัน เกิดขึ้นบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ที่ลุกโชน จุดบนดวงอาทิตย์นั้น เป็นที่ๆ สนามแม่เหล็กจะรุนแรง ในแต่ละวันสนามแม่เหล็กที่ออกมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์นั้น เหมือนกับน้ำพุที่พุ่งขึ้นมาตรงกลาง แรงและกระจายไปทั่ว สนามแม่เหล็กจะออกมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์เพียงหนึ่งจุดอาจจะที่ขั้วเหนือ เหมือนกับแม่เหล็ก แล้วพุ่งลงไปที่จุดดับอีกจุดหนึ่งที่อยู่ขั้วใต้ภายในแม่เหล็กดวงอาทิตย์ ขนาดใหญ่ พลาสมาบนดวงอาทิตย์ช่วยบอกถึงเส้นสนามแม่เหล็กระหว่างขั้วเหนือกับขั้วใต้ เมื่อดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลง สนามแม่เหล็กก็จะทวีความซับซ้อนขึ้น นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น ใน ระบบสุริยะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทุก 11 ปีหรือประมาณนั้นเมื่อปี 1985 พื้นที่สนามแม่เหล็กส่วนใหญ่เป็นสีเทาและดูเงียบสงบ แต่ในปี 1991 กลับกลายเป็นความโกลาหลทางแม่เหล็กครั้งใหญ่ จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มสงบลง และพายุครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงปี 2000 ก็กลับเริ่มขึ้นอีกครั้ง ช่วงเวลาที่กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ทวีความรุนแรงถึงขีดสุด และทำให้เราเห็นถึงลักษณะของดวงอาทิตย์มากกว่าที่เคยเห็นในอดีต อีกทั้งมีแรงรบกวนส่งผ่านจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกของเรา
จุดจบของดวงอาทิตย์นั้นเร็วมาก ภายในเวลา 3 พันล้านปี ทุกชีวิตบนโลกก็จะถูกแผดเผา ดวง อาทิตย์จะสูญเสียสมดุล และทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปมาระหว่างการหลอมละลายและแรงโน้มถ่วง ไฮโดรเจนที่เหลือจะเคลื่อนไปที่ริมขอบดวงอาทิตย์และระเบิดออกไป ขณะที่แกนในของฮีเลียมจะเผาผลาญ ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ดาวเคราะห์ชั้นในก็จะถูกดูดกลืน ขั้วน้ำแข็งบนดาวอังคารหลอมละลาย พายุลมร้อนจะโหมกระหน่ำใส่ดาวเคราะห์ชั้นนอก ดาวเสาร์จะถูกพัดจนเหลือแต่แกน วงแหวนน้ำแข็งละลายจนระเหยกลายเป็นไอ ดาวพฤหัสบดีที่เคยยิ่งใหญ่ จะต้องหมดความสำคัญลงไปเพราะว่าดวงจันทร์บริวารจะทำให้แผ่นน้ำแข็งละลายลง แล้วก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

ระบบสุริยะของเรานี้จะไม่เหมือนเดิม ถ้าตอนนี้ดวงอาทิตย์กำลังกินตัวเองและอีกไม่นาน ก็จะหดตัวเล็กลงจนเหลือเป็นเพียง “ดาวแคระขาว” (white dwarf) เท่า นั้น และสิ้นสุดชีวิตดาวฤกษ์ กลายเป็นดาวที่ตายดับไปในที่สุด และในขั้นสุดท้ายมันก็จะเหลือเพียงผงธุลี และความตายก็จะมาเยือนดาวเคราะห์ทุกดวง เวลาใกล้หมดลงแล้วสำหรับระบบสุริยะนี้ ดวงอาทิตย์ที่ครั้งหนึ่งเคยหล่อเลี้ยงให้ชีวิต กำลังจะกลืนกินเราเข้าไป มันจะปล่อยเถ้าธุลี ออกมาตามกระแสลมสุริยะ และจับตัวกันเป็นก้อน แต่อีกไม่นานก็จะรวมตัวกันจนกลายเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ ดาวเคราะห์ดวงใหม่และการถือกำเนิดชีวิตใหม่

ลมสุริยะ และ พายุสุริยะ
Solar Wind & Solar Storm


ลมสุริยะ (solar wind) คืออนุภาคความเร็วสูงที่ถูกปล่อยมาจากดวงอาทิตย์ทุกทิศทุกทาง ตลอดเวลา  หรืออาจถูกมองว่าเป็นอนุภาค ที่หลุดออกมาจากชั้นโคโรนา (corona) ของดวงอาทิตย์ซึ่งมีอุณหภูมิสูง สู่บริเวณระหว่างดาวเคราะห์  เนื่อง จากลูกไฟนิวเคลียร์ฟิวชันดวงอาทิตย์จะทำงานคือเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิว ชันอย่างต่อเนื่องอยู่ได้ ส่วนที่เป็นเนื้อหรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ ต้องอยู่ ในสภาพพลาสมา เป็นอนุภาคมีประจุไฟฟ้าและมีอุณหภูมิสูงมาก ดังนั้น สมบัติสำคัญของดวงอาทิตย์ที่มีผลต่อเรื่องของลมสุริยะและพายุสุริยะ ก็คือ ดวงอาทิตย์ทั้งดวง จึงเป็นดวงดาวที่มีสนามแม่เหล็กเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพโดยรอบของดวงอาทิตย์ ความเร็วของลมสุริยะมีขนาดตั้งแต่ 200 ถึง 889 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเฉลี่ยประมาณ 400 กิโลเมตรต่อ
ชั่วโมง

ในสภาวะการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันของดวงอาทิตย์อย่างเป็นปกติ หรือสภาพของดวงอาทิตย์ที่ถือว่ามีเสถียรภาพเป็นปกติสูง ดวงอาทิตย์ก็จะปลดปล่อยอนุภาคจำพวกที่มีประจุไฟฟ้าออกสู่อวกาศโดยรอบดวงอาทิตย์ ประกอบด้วยอิเล็กตรอนและโปรตอนเป็นส่วนใหญ่ โดยมีไอออนของอะตอมและโมเลกุลบางชนิดไปจากดวงอาทิตย์ด้วย อนุภาคมีประจุไฟฟ้าเหล่านี้ ที่เสมือนหนึ่งถูกพัดออกจากดวงอาทิตย์นี้เอง คือลมสุริยะ ซึ่งจะพัดไปจากโดยรอบดวงอาทิตย์ ไกลออกไปถึงเกือบขอบนอกของระบบสุริยะทีเดียว เนื่อง จากอนุภาคมีประจุไฟฟ้าดังเช่นอิเล็กตรอน โปรตอน เมื่อเคลื่อนที่อย่างมีความเร่ง ก็จะต้องมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นโดยรอบอนุภาคด้วย ดังนั้น ลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ จึงนำสนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ไปกับลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ด้วย เมื่อ ลมสุริยะพัดมาถึงโลก ทั้งลมสุริยะและสนามแม่เหล็กของลมสุริยะ รวมไปถึงพลังงานในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด รังสีเอกซ์ ก็จะเผชิญกับเกราะสองชนิดคุ้มครองโลกคือ สนามแม่เหล็กโลก (magnetosphere) และบรรยากาศของโลก

สนามแม่เหล็กโลกจะจับอนุภาคพลังงานสูงของลมสุริยะทั้งโปรตอนและนิวตรอน อยู่เป็นแถบในอวกาศ ส่วนบรรยากาศของโลก ก็จะคุ้มครองโลกจากพลังงานที่มาจากดวงอาทิตย์ในรูปของรังสีอัลตราไวโอเลตได้ดี แต่ก็นับว่าโชคดีที่ในสภาวะดวงอาทิตย์ที่ฉายแสงอย่างเช่นปกติ พลังงานดังเช่นรังสีเอกซ์จะมาถึงโลกอย่างไม่รุนแรงนัก ลมสุริยะมีอิทธิพลต่อดาวเคราะห์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมบนดวงอาทิตย์มาก (active Sun) หรือช่วงที่มีจุดมืดบนดวงอาทิตย์มากที่สุด (sunspot maximum) 11 จะเกิดที(ครบรอบ 2012 นี้) เมื่อลมสุริยะมีความแรงมากๆ จะสามารถประทุออกมาเป็น flares และ coronal mass ejections  ลมสุริยะยังมีผลกระทบต่อชั้นไอโอโนสเฟียร์ของโลก สนามแม่เหล็กของโลกปรากฎการณ์แสงเหนือ-แสงใต้ (aurora) และระบบการติดต่อสื่อสาร ตัวอย่างเช่น การประทุของอนุภาคจาก CME (coronal mass ejection) ที่ Solar and Heliospheric  Observatory (SOHO) ตรวจจับได้ 5 วันก่อน ที่จะเป็นอันตรายต่อดาวเทียมสื่อสาร Telstar 401 ในวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2540
(จขกท. เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 การประทุของ CME อย่างรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน)

พายุสุริยะ (ลักษณะของ CME เป็นสายยาวลอยเหนือชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์)
โดยปกติดวงอาทิตย์ปลดปล่อยกระแสอนุภาคความเร็วเหนือเสียง (supersonic particle) ออกมา ซึ่งเรียกว่า ลมสุริยะ (solar wind)
และเนื่องจากภายชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ประกอบด้วยอนุภาคมีประจุพลังงานสูงที่อยู่ในสถานะที่สี่ของสสาร ที่ชื่อ พลาสมา (plasma) การเคลื่อนที่ของอนุภาคมีประจุภายในชั้นบรรยากาศของดาวอาทิตย์ก่อให้เกิดสนามแม่เหล็ก (magnetic field) ทว่า ความปั่นป่วนในการเคลื่อนที่อนุภาคมีประจุย่อมทำให้สนามแม่เหล็กปั่นป่วน ด้วย ดังนั้นในบางครั้งบางคราว เส้นสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ (solar magnetic field line)จึงมีโอกาสที่จะปะทะสังสรรกัน จนเกิดปรากฎการณ์ที่เกี่ยวเนื่องจากสนามแม่เหล็ก เช่น การลุกจ้า (flare) การปลดปล่อยก้อนมวลโคโรนา (Coronal Mass Ejections) เป็นต้น โดยปรากฎการณ์เหล่านั้นล้วนเป็นเหตุให้เกิดกระแสอนุภาคที่มีความเร็วสูงกว่าหรือ พลังงานมากกว่าลมสุริยะ

พายุสุริยะ (geomagnetic storm)
สำหรับพายุสุริยะอย่างหยาบๆ ก็คือลมสุริยะที่พัดอย่างรุนแรงถึงระดับเกิดเป็นพายุสุริยะ และถ้าพัด (อย่างมีทิศทางไม่เหมือนกับลมสุริยะที่พัดไปโดยรอบอย่างสม่ำ เสมอ) ตรงมาทางโลก ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อโลกมากทีเดียว (ภาพเปรียบเทียบนะคับ ถ้าไอ Flare สายนี้มีทิศทางตรงมายังโลก ก็ไม่เหลืออะคับ )
กลไกการเกิดพายุสุริยะ ยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างแน่ชัด แต่กลไกหรือสาเหตุหนึ่งของการเกิดพายุสุริยะที่มีความเป็นไปได้สูง คือ เป็นผลจากการเกิดความแปรปรวนอย่างรุนแรงของสนามแม่เหล็กที่ผิวของดวงอาทิตย์ หรือเกิดพายุแม่เหล็ก ทำให้สนามแม่เหล็กที่ผิวดวงอาทิตย์ตัดกัน ชนกัน เกิดปฏิกิริยาระหว่างสนามแม่เหล็ก (ซึ่งโดยปกติจะไม่ชนกันหรือตัดกัน) อย่างรุนแรง ทำให้เกิดการปะทุของผิวดวงอาทิตย์ ที่พุ่งเป็นแนวโค้งขึ้นมาจากดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่ก็ตกกลับคืนสู่ดวงอาทิตย์ แต่ส่วนหนึ่งก็พุ่งออกไปเลยจากดวงอาทิตย์ เกิดเป็นปรากฏการณ์ coronal mass ejection มีสภาพเป็นพลาสมาคือ อิเล็กตรอน โปรตอน และไอออนของธาตุดังเช่นฮีเลียม, ออกซิเจน และเหล็ก (CME สายนี้น่ากลัวมากคับ ลองนึกภาพถ้ามันมีทิศทางมายังโลก)

ความหมาย Space storm รุนแรงกว่า Solar wind
การเปิดเผยเรื่อง Massive space storm (พายุอวกาศขนาดใหญ่) ขนาดใหญ่โตมากกว่า พายุสุริยะ ที่โลกเคยรู้จัก จากบันทึกของอดีต จึงทำให้เกิดการสำรวจสืบค้นใหม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุผลความเป็นไปได้อาจเกิดในอวกาศขึ้นอีก โดยส่งผลต่อโลกและมนุษย์ ในเวลาอันใกล้นี้หรือไม่

จึงต้องเริ่มต้นความเข้าใจว่า ขนาดมโหฬารของจำนวน Plasma (ก๊าซร้อน) จำนวน99.86% ถูกบรรจุไว้ในดวงอาทิตย์ ที่มีขนาดความกว้าง 1.4 ล้านกิโลเมตร ทั้งหมดเป็นวัตถุดิบเกิดจากระบบสุริยะ มีค่าพลังงานเทียบเท่าระเบิด TNT 1,000 ล้านตันต่อการระเบิด ทุกๆวินาทีตลอดเวลา
แต่พลังงานเหล่านั้นมิได้คงที่เสมอ ด้วยความอลม่าน โกลาหล ยุ่งเหยิง จากสนามแม่เหล็กที่เดือดพล่านรุนแรง ที่ปกคลุมบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ จนเกิดเป็นเส้นโค้ง ฟุ้งตลบของ Plasma ร้อนส่ายกวาดไปมาสลับทั่ว บริเวณจุดสีดำที่เป็น จุดดับ(Sunspots)พร้อมๆกับมีเสียงระเบิดดังกึกก้อง มากกว่าสงครามมหาประลัยหลายร้อยเท่าต่อเนื่องไปไม่หยุดพัก ไม่สามารถจะทำนายได้ ว่าจะเกิดขึ้นจุดใดเวลาใดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ปฎิกิริยาน่าสยดสยองทั้งหมดของพลังงาน แสดงผลเรียกว่า Solar flare (เปลวเพลิงโชติช่วงอย่างแรงชั่วขณะ โดยเกิดขึ้นอย่างทันที่ทันใด) หรือ Coronal massejection (มวลที่ถูกหอบออกมาด้วยลักษณะรัศมีแสงสีขาวเลือนพร่า) ระเบิดออกมาอย่างพรวดพราด รุนแรง นำพาความร้อนสูง พร้อมไอก๊าซไฟฟ้า (Electrifiedgases) ซึ่งเป็น Clouds of ionized gas หรือ Plasma (ก๊าซความร้อนสูงมาก)ออกมามีขนาดใหญ่สู่ชั้นนอกมีปริมาตร 1 พันล้านตัน พัดกระหน่ำสู่ช่องว่างระหว่างดาวเคราะห์ในอวกาศ (Interplanetary Medium) นั้นคือ ปรากฎการณ์ของพายุอวกาศ (Space storm) หรือ เรียกว่า Solar Super Storm

CME หรือ coronal mass ejection เป็นกลุ่มพลาสมา (plasma) ที่หลุดออกมาจากชั้นโคโรน่าของดวงอาทิตย์ (solar corona) ส่วนใหญ่เป็นอนุภาคอิเล็กตรอนและโปรตอน นอกจากนี้ก็มีนิวเคลียสของธาตุหนัก เช่น ฮีเลียม ออกซิเจนและเหล็กปะปนอยู่ด้วย อนุภาคทั้งหมดใน CME จะถูกควบคุมด้วยสนามแม่เหล็กแบบเกลียวจากดวงอาทิตย์ ซึ่งปกติจะศึกษา CME ได้จากโคโรน่ากราฟ (coronagraph)

CME เกิดขึ้นจากการลุกจ้าที่ดวงอาทิตย์ (solar flare) บริเวณจุดมืด  Sunspot  ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดปกติของแม่เหล็กที่ผิวดวงอาทิตย์ ทำให้มวลสารดังกล่าวถูกผลักดันออกมาไกลจากดวงอาทิตย์ถึง 400,000 กิโลเมตร โดยการปะทุหรือลุกจ้าครั้งนี้จัดอยู่ในระดับต่างๆ จากภาพเป็น C2 ซึ่งมีกำลังอ่อนที่สุดในบรรดา Solar flare ทุกประเภท ถ้าเป็นชนิด M (M-class flare) จะทำให้ไม่สามารถสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุได้ ส่วนชนิด X (X-class flare) จะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อโลก

hmi1024_blank-re.jpg

รูปแสดงจุดมืดที่ชื่อ Sunspot 1092 (เป็นจุดดำอยู่ตำแหน่งกลางภาพ ถ่ายโดยยาน SDO)

ส่วนพายุสุริยะ (solar storm) ที่เกิดขึ้นจากการปะทุ จะทำให้ CME ถูกปลดปล่อยออกมา เดินทางมาชนโลก โดย CME เดินทางมาถึงโลก ผลการปะทะทำให้เกิดพายุแม่เหล็กโลกขนาดต่างๆเช่นกันจากภาพเป็น  G2 (G2-class geomagnetic storm) ซึ่งมีกำลังอ่อน แต่ก็มีพลังงานเพียงพอที่จะทำให้เกิดแสงเหนือได้ (Northern Lights) โดยเกิดที่บริเวณท้องฟ้าของยุโรปรวมถึงตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เส้นรุ้งที่ 45-50 องศาเหนือ

rob-stammes1.jpg

ความรุนแรงของคลื่นจากอนุภาค CME ที่ตรวจจับได้จากเครื่องวัดภาคพื้นดินประเทศนอร์เวย์ เมื่อเวลา 00:40 น.และ 03:53 น.ของวันที่ 4 สิงหาคม 2553 ตามเวลาในประเทศไทย (ที่มา: นักวิจัย Rob Stammes ประเทศนอร์เวย์)
แสง เหนือหรือ Aurora Borealis เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดจากอันตรกิริยาระหว่างโมเลกุลของชั้น บรรยากาศกับอนุภาคที่มาจากดวงอาทิตย์ (ลมสุริยะ) หรืออนุภาคที่ถูกกักไว้ในสนามแม่เหล็กโลกเองซึ่งถูกเร่งพลังงานโดย substorm  ทำให้เกิดแสงรูปร่างคล้ายผ้าม่านเคลื่อนไหวไปในท้องฟ้า มีทั้งแสงสีเขียวและสีแดงซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของโมเลกุลหรืออะตอมในชั้น บรรยากาศโลก ส่วนการชมปรากฏการณ์ดังกล่าว เราสามารถเห็นได้ปกติที่ขั้วโลกเหนือ
แต่ถ้าเกิดที่ขั้วโลกใต้จะเรียกว่าแสงใต้ (Southern Lights) หรือ Aurora Australis โดยปกติแสงออโรร่าจะเกิดขึ้นที่ระดับสูงจากพื้นโลกประมาณ 40 ไมล์ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับการบินของเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไป แต่ในอดีตก็เคยเกิดแสงออโรร่าที่ระดับสูง 600 ไมล์ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับการบินของกระสวยอวกาศ นอกจากนี้การเกิดแสงออโรร่าจะเกิดเป็นวงแหวนรอบบริเวณที่เป็นขั้วแม่เหล็ก โลกเรียกว่า “auroral ovals” หรือวงแหวนออโรร่า
pmapn.gif

ข้อมูลที่ทุกคนควรทราบ


ผลกระทบจากพายุสุริยะ มีโอกาสปรากฏทุก 11 ปี หรือปรากฏ แบบรุนแรงในอนาคตระยะ 1,000-2,000 ปี
สิ่งที่ได้รับประโยชน์จากพลังงาน ดวงอาทิตย์ อย่างมากมายนั้น แต่แท้จริงแล้วทราบหรือไม่ว่า พลังจากต้นกำเนิดจากดวงอาทิตย์ เป็นกัมมันตรังสีสูงมาก เป็น อันตรายต่อสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะถูกพัดพามาด้วย พายุสุริยะ (Solar Wind) ความเข้มข้นสูงของพายุสุริยะ สามารถพัดได้ไปไกลถึง ดาวพฤหัส ด้วยความเร็ว 300 – 800 กิโลเมตรต่อนาที โลกเรารับแรงปะทะจากพายุสุริยะ ตลอดนับพัน ล้านปี ตั้งแต่โลกกำเนิด แต่ทว่าการปะทะไม่เกิดผลเสียหายต่อโลก ด้วยระบบของโลกมีสนามแม่เหล็ก คอยปกป้องรังสีดังกล่าวจากดวงอาทิตย์จะนับว่าเป็นเรื่องโชคดี หรือเพราะระบบของธรรมชาติแห่งจักรวาลก็สุดแล้วแต่ การพิจารณา ที่โลกเรามีสนามแม่เหล็กคอยปกป้อง เพราะดาวเคราะห์ดวงอื่นๆบางดวงก็ไม่มีศักยภาพของสนามแม่เหล็กดังเช่นโลกของเรา
รังสีแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic radiation) ของดวงอาทิตย์เป็นแหล่ง ความร้อนของ Plasma (ก๊าซเหลวในสภาพร้อนจัดมาก)
พายุสุริยะเป็นต้นเหตุุการเปลี่ยนแปลงมากมายและยังมีอิทธิพลต่อ รังสีคอสมิก (Galactic cosmic rays) วิ่งผ่านสู่ชั้นบรรยากาศโลกตลอดเวลา
จากการสำรวจพบว่า ทุก 2,000 ปี จะเกิดผลกระทบทำให้ระบบสนามแม่เหล็กโลก ให้อ่อนแอลง จากอนุภาครังสีคอสมิก (Higher-energy cosmic-ray particles) เจาะทะลุเข้าถึง ชั้นบรรยากาศส่วนกลาง หมายความว่าสามารถเกิดผลกระทบต่อสภาพอากาศ บริเวณผิวโลกได้

เมื่อใกล้โลกพายุสุริยะ (Solar-wind) มีผลกระทบต่ออวกาศ ซึ่งขณะนี้ตรวจพบ การเปลี่ยนแปลงไป จากปัจจัยแตกต่างกันในบรรยากาศ เช่น เส้นการเดินทางของพายุ อุณหภูมิของบริเวณพื้นผิวที่พายุรวมตัวกันรุนแรงเพียงใด เหล่านั้นเชื่อมโยงกับอัตราเปลี่ยนค่าของไฟฟ้า ด้วยความเย็นจัด จากความสูงของกลุ่มเมฆซึ่งเกิดจากเกร็ดน้ำแข็ง (Ice crystals) แฝงตัวกันอยู่ในเมฆชั้นกลาง
ลักษณะดังกล่าวอาจเกิดในพื้นที่วงกว้าง เป็นไปได้ที่มีกลุ่มหมอกเกิด แนวระดับใกล้พื้นดินจนถึงระดับบน ด้วยอิทธิพลสนามไฟฟ้า (Electric field) ในเมฆเกิดการไหลเวียนระหว่างชั้นบรรยากาศ กับชั้นใกล้พื้นดิน มีความเป็นไปได้ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชั้นบรรยากาศ ในการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้า นั่นคือผลกระทบต่อโลกถึงแม้ อาจไม่รู้ลึกรุนแรงกับมนุษย์ แต่ก็เป็นสิ่งที่กระทบต่อระบบสื่อสารของดาวเทียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เชื่อมโยงโลก ในนิยามใหม่ว่า พายุอวกาศถล่มโลก

การเปลี่ยนแปลงด้านอุตุวิทยา เพราะมีความสัมพันธ์กับปริมาตรรังสีดวงอาทิตย์กระทบกับโลกอย่างไม่ต้องสงสัย โดยทั่วไปสภาพอากาศของโลกจะรับอิทธิพลจากมหาสมุทรด้วยพื้นที่น้ำมากกว่าผืนดินฉะนั้น หากมหาสมุทรสะสมแล้วถ่ายทอดรังสีออกมาจำนวนมาก สามารถตรวจพบในระยะเวลา 100 ปี ทุก 11 ปี (Solar magnetic cycle) พายุสุริยะจะแสดงผลกระทบต่อสภาพอากาศ โลกระยะสั้นๆไม่กี่วันโดยมีแบบอย่างที่ไม่แน่นอน

ภาพแสดง รูปแบบการกำเนิดโปรตรอนจำนวน 30 พันล้านหน่วย
จากเลเซอร์ จุดเล็กๆขนาด 400 ไมครอน
อนุภาคโปรตรอน (Protons) เมื่อระเบิดบนดวงอาทิตย์ใช้เวลา 30 นาทีเดินทางสู่แนวสนามแม่เหล็กโลกแล้วแทรกซึม เข้าชั้นบรรยากาศโลก ในระยะ 1-4 วันกลุ่มเมฆหมอกของพายุสุริยะ จะกระทบอย่างแรงกับแนวสนามแม่เหล็กโลก และหลุดเข้าสู่บรรยากาศโลกบางส่วน เมื่อเข้าสู่ระดับความสูง 100-200 กม.
สิ่งที่เกิดคือ เราจะเห็นเป็นลักษณะแสงเหนือหรือ ออรอร่า(Aurora) ที่สวยงาม แต่เกิดการรบกวนระบบการสื่อสารดาวเทียมต่างๆในชั้นบรรยากาศ ระบบนำร่ิอง เครื่องบิน เรือเดินสมุทร สัญญาณโทรศัพท์ เกิดสับสนสร้างความเสียหายได้ หากจำนวนมากเข้าสู่ระดับพื้นโลก
รังสีจากพายุสุริยะจะทำลาย เซลล์ในร่างกายกระทบถึงโครโมโซม (Chromosome)ที่เป็นต้วกำหนดลักษณะพันธุกรรมของมุนษย์ ให้มีโอกาสเกิดมะเร็งหรือโรคเกี่ยวกับผิวหนัง อาจมีบางกรณีกระทบถึงโครงสร้างสมองของมนุษย์ ด้วยความเข้มข้น อนุภาคบางชนิดจากดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดอาการปวดหัว ร่างกายมีความร้อนโดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อ ค.ศ. 1989 ที่ Montreal พายุลมสุริยะพัดเข้าสู่บริเวณนั้น มีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าทั้งเมือง ประชากร 6 ล้านคน ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ 9 ชั่วโมง นอกจากนั้นมีผลถึงทางตอนเหนือของอเมริกาและสวีเดนจากการศึกษาของสถาบัน Union of Radio Science International พบหลักฐาน ชัดเจนว่า รังสีสนามแม่เหล็กจากพายุสุริยะ มีผลการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่ ระบบชีววิทยาของมนุษย์ (Human biological systems) และพบการเปลี่ยนทิศของนกอพยพที่อาศัยเส้นสนามแม่เหล็กโลก ทั้งระบบนำร่องของปลาโลมาและสนาม แม่เหล็กทำให้เข็มทิศ มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

รัศมีขอบเขตของ Auroral ที่เห็นแภบขั้วโลกเหนือ
ระบบมัศจรรย์ป้องกันภัยให้โลกมนุษย์
โลกมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่กว่าโลก 109 เท่า มีขนาดใหญ่กว่าโลก 1.3 ล้านเท่า เพราะฉะนั้นแน่นนอนว่า Space stormสามารถกระทบถึง หน้าบ้านและห้องนอนเราได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ต่อจากนั้นร่างกายเราจะได้รับรังสี X-ray และรังสี Ultraviolet รังสีอื่นๆที่อันตรายต่อระบบชีวิตแต่ขณะ Space storm พุ่งเข้าถล่มจวนจะถึงโลก ระบบภูมิคุ้มกัน Magnetic field(สนามแม่เหล็กโลก) แสดงตัว Ions (ละอองวัตถุ) เป็นกับดักจับภายในไม่กี่นาทีก่อน Space storm จะเข้าปะทะพื้นผิวโลกทำให้สิ่งมีชีวิตปลอดภัย
ในทางทฤษฎี สนามแม่เหล็กโลก เปรียบเสมือนเกาะปราการป้องปกโลกก็จริง แต่ ทางกายภาพ มิได้แข็งเหมือนเหล็ก กลับเป็นรูปทรงคล้ายฟองลูกโป่งห่อโลกและมีจุดอ่อนบริเวณ Ozone layer(ชั้นโอโซน) ที่ต้องคอยปะทะ Space stormดูดกลืนรังสี Ultraviolet จำนวนมากตลอดเวลาแต่สามารถกู้คืนสภาพดั้งเดิมได้เพียง 5% ในแต่ละครั้งที่ถูกปะทะ สำหรับรอยต่อขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เป็นจุดอ่อนมีช่องทางหลุดลอดเช่นกัน จึงทำให้บางส่วน Space storm ผ่านทะลุเข้ามาในชั้นบรรยากาศ โลกได้ เกิดแสง Auroral ทำให้มองเห็นได้ในตอนกลางคืน (ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน)
วงจรของปัญหาดังกล่าว กระทบสู่โลกแบบเบาะๆ มายังแนวช่องว่างบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เห็นเป็น Auroral (แสงอรุณ หรือเรียกว่า แสงเหนือและแสงใต้) แม้มีความสวยงาม แต่อันตรายเหตุเพราะอนุภาครังสีเข้มข้นจากดวงอาทิตย์

ส่วนผลกระทบกับมนุษย์ จากสนามแม่เหล็กพายุสุริยะ อาจมีความเป็นไปได้ในระบบสมองหากมีการเกิดรุนแรงเพิ่มขึ้น ของพายุสุริยะ นี้เพียงเป็นตัวอย่างการค้นพบผลการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆของโลก จากปรากฏพายุสุริยะผ่านเข้าสู่โลกปริมาณไม่มาก หากอนาคตมีมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาี่อาจแสดงผลกว้างขวางมากกว่าเดิมหลายร้อยเท่า

ความเป็นไปได้ :
แน่นอนที่สุดมีการเกิดทุกๆ 11 ปี เพียงระยะสั้นๆ หากยังลดปัญหาสภาวะปฏิกิริยาเรือนกระจกไม่ได้ผล จะเป็นการเร่งโอกาสเกิดแบบถาวรและรุนแรง มีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ ในระยะ 1,000 – 2,000 ปี
ประการแรกมนุษย์จะประสบปัญหาในการสื่อสารต่างๆทำให้โลกชะงักไปแล้วอันดับต่อมา ห่วงโซ่ระบบต่างๆของมนุษย์และสัตว์เกิดปัญหาใหญ่ด้วยการสะสมรังสีในระบบร่างกายที่ได้รับจาก น้ำ อาหาร โรคชนิดใหม่อาจเกิดขึ้น เช่น ภูมิแพ้รังสี ภูมิแพ้แสงดวงอาทิตย์

ปัจจัยที่ยิ่งใหญ่คือ ผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กโลก เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ของการส่งผลสลับทิศทางขั้วโลก สถิติโลกสลับขั้วเฉลี่ยจะเกิดทุก 600,000 ปี จากโลกกำเนิดมาแล้ว 4.6 พันล้านปี การสลับขั้วโลกครั้งล่าสุดผ่านมาแล้วประมาณ 200,000 ปี การเกิดโลกร้อนมี การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก กับเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก สภาพอากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จะทำให้โลกมีปัญหาการหมุนรอบ ตัวเองช้าจากปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ตามแนวถ่วงของเส้นศูนย์สูตรเป็นองค์ประกอบเชื่อมโยงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไปสู่ระบบสนามแม่เหล็กโลกให้อ่อนแอลงไปอีกเป็นผลให้การต่อต้านพายุสุริยะ ไม่สมบูรณ์ดังเดิมเหมือนอดีต

แนวล้อมรังสี The Radiation Belt
เป็นขอบวงคล้ายกำแพงสูง ยึดจับอยู่กับสนามแม่เหล็กโลกมีความแกร่งกระปี้กระเปร่า
ของอนุภาคที่จะคอยช่วยเปลี่ยนแปลง อนุภาคของ Plasma ที่มีเส้นทางมุ่งสู่โลก และอยู่
รอบๆโลก

รายงานสถานการณ์ Earth’s space storm โดย NASA

ข้อมูล Magnetopause to Aurora Global Exploration (IMAGE) ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าชั้นบรรยากาศโลกไม่สงบสุข จากอนุภาคพายุอวกาศบริเวณชั้นนอกบรรยากาศโลก ( Earth’s outer atmosphere) มีความร้อนเนื่องการยึดเกาะกัน จากการสะท้อนรังสีพลังงานของ Space storm แม้จะมีส่วนน้อยหลุดรอดเข้ามาสู่บรรยายกาศชั้นต่ำของโลก (Lower atmosphere) ทั้งนี้รากฐานเดิมของ Space storm เกิดจาก กลุ่มไอก๊าซหมอกอนุภาคไฟฟ้า(Cloud of electrified gas) หรือ Plasma ความร้อนสูงนับล้านองศา โดยเฉพาะอนุภาคกลุ่มหมอก Plasma นั้นมีความร้อนโหดร้าย อันตรายสูง สามารถทำลาย ดาวเทียมในวงโคจรระดับสูงได้
Space storm ถูกสกัดกั้นที่เขต Radiation Belt (แนวล้อมรังสี) ของบรรยากาศชั้นนอก (Outer atmosphere) สูงจากพื้นโลกระหว่าง 300-1,000 กิโลเมตร ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้า ของอะตอมอย่างน่าตื่นเต้นจาก Hotplasma cloud สภาพแวดล้อมคล้ายกับปลักตมแดง เป็นเพลิงร้อนมีความสามารถทำลายยานสำรวจอวกาศ หรือดาวเทียมให้เสียหายได้ เช่นกรณี Killer electrons in space

การทดลอง Magnetic fields ในห้องปฎิบัติ เพื่อให้มองเห็นได้
ขณะที่บางส่วนของพลังงานสะท้อน Space storm ออกสู่อวกาศไปได้ แต่การปกป้องบริเวณ Radiation Belt ก็เกิดเป็นโทษ เพราะทำให้อนุภาค ที่ถูกขับไล่กลับนั้นเกิดการได้เปรียบขึ้นสลับฉากเป็น Particles gain จากการเพิ่มความเร็วหนีในชั้นบรรยากาศ เป็นผลจากกับดักของสนามแม่เหล็กโลก สุดท้ายจึงยังวนเวียนเกาะกลุ่มก่อรูปร่างเป็นวง Hot plasma cloud ล้อมโลกโดย ครึ่งหนึ่งของพลังงานสะสมจาก Space storm มีหนทางสะท้อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้

การทดลอง Magnetic fields ในห้องปฎิบัติ เพื่อให้มองเห็นได้

ลักษณะพายุสุริยะ (Solar wind) กระจัดกระจาย ไหลเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงจากดวงอาทิตย์ 400 กิโลเมตร/วินาที ถ้าโลกปราศจากสนามแม่เหล็ก (Magnetic field) หรือสภาพบรรยากาศแม่เหล็ก (Magnetosphere) แน่นอนว่าพายุสุริยะเมื่อปะทะโลกและ จะกัดเซาะบรรยากาศโลกที่ละน้อยจนหายไปในที่สุด
การที่สนามแม่เหล็กครอบคลุมโลกอยู่ และค่อยต้านทาน Solar wind ไว้ได้ก็จะสามารถต้านทาน Space storm ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากมีความเร็วสูงและหนาแน่นมาก ของทั้งสองสิ่งหรืออนุภาคมีความแข็งแกร่งกว่าปกติ สนามแม่เหล็กโลกก็เกิดความเสียหายได้เช่นกัน

เพราะลักษณะบรรยากาศสนามแม่เหล็กโลก คล้ายฟองลูกโป่งใหญ่ห่อหุ้มโลกไว้ เมื่อถูก Solar wind ปะทะจะโย้ยไปมาเหมือนบู้บี้ หากกรณี Solar wind มีส่วนประกอบของ Plasma ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงประจุไฟฟ้าไปมา ด้วยความว่องไวสามารถผ่าผ่านสนามแม่เหล็กโลกเข้ามาได้นับพันตัน

โดยก่อให้เกิดค่าไฟฟ้า (Amp electric) นับหลายล้าน Amp เมื่อไหลเข้าเขตเส้นสนามแม่เหล็กโลก (Magnetic field lines) จะสูบเอา พลังงานไฟฟ้านับล้านล้านล้านวัตต์ (Watts) เข้าสู่บรรยากาศโลกชั้น Magnetosphere (สูงจากพื้นโลกราว 90 กิโลเมตร) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณขั้วโลก (Polar regions) ทำให้เห็นเป็นรูปแบบแสง Auroral

ผลกระทบและความเสียหายของโลกจาก สภาพพายุอวกาศ

International Space Station : สถานีอวกาศ
กรณีสถานีอวกาศ จะไม่มีปัญหากับสถานีภาคพื้นดินหรือระบบส่งสัญญาน ด้วยมีระบบป้องกันรังสี แบบ Highly sensitive สำหรับลูกเรือของสถานีอวกาศ หากมีภาวะอันตรายสามารถหลบภัย ใน Service module (หน่วยย่อยยานอวกาศ) จนกว่าจะพ้นภาวะอันตรายของ สภาพพายุอวกาศ

Satellites : ดาวเทียม
จำนวน 59% ของดาวเทียมโคจร ในพื้นที่บรรยากาศโลกและอวกาศ (รวมส่วนลึกอวกาศและใกล้โลก) เคยได้รับผลกระทบในครั้งที่เกิด Halloween Storm Surge Shocks ค.ศ.2003 โดย 24% สามารถปิดระบบเคริ่องมือ หลีกเหลี่ยงผลกระทบหรือมีระบบป้องกันตนเอง การลดผลกระทบมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในขณะนี้เชื่อว่ายังเป็น เรื่องยากที่จะปกป้องได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับดาวเทียม

Communications : ระบบการสื่อสาร
มีความสามารถแทรกแซงคลื่นความถี่สูง (High frequency radio) โดยขัดจังหวะให้ชะงัก และหยุดในช่วงสั้นๆ (ทีวีและวิทยุ) จำต้องมีข้อแนะนำและข้อกำหนดโดยละเอียด ที่จะใช้งานของระบบใน สภาพแวดล้อมอวกาศ (Space environment) เพื่อความปลอดภัย ของดาวเทียมสื่อสาร อย่างไรก็ตามเชื่อว่า ดาวเทียมที่ยังทำงานอยู่นั้น อยู่ในฐานะที่จะป้องกันตนได้

Airlines: สายการบิน
ช่วง Halloween Storm Surge Shocks ค.ศ.2003 ระบบสื่อสารสายการบิน มีผลกระทบเฉลี่ย 3-5 ครั้งต่อวัน ต้องแก้ไขด้วยการตรวจเส้นทางบินและระดับเพดานบินอย่างละเอียด ด้วยปฎิบัติการจากหอบังคับการบิน การจำกัดเส้นทางบินเป็นเหตุให้ลดการสื่อสาร ซึ่งแต่ละสายการบิน จำต้องมีความรับผิดชอบเพื่อหลีกเหลี่ยงรังสีที่น่ากลัว

Navigation : ระบบนำร่อง
Ground-based radio-conveyed navigation system (ระบบวิทยุนำร่องภาคพื้นสำหรับยานพาหนะ) พบว่ามีปัญหาถูกแทรกแซงนานาประการ ระบบ GPS สัญญานอ่อน แปรปวน ล้มเหลว ต่อการใช้งาน

Power Grids : ระบบโครงข่ายพลังงานไฟฟ้า
มีอันตรายต่อระบบพลังงานไฟฟ้า ต้องมีระบบเฝ้าระวังที่มาตรฐาน ระบบแจ้งเตือนภัยเพิ่มเติม ในแต่ละภูมิภาคของ Geomagnetic storm watches (เฝ้าระวังพายุสนามแม่เหล็กภาคพื้นดิน) ทั้งนี้ระบบเตือนภัยต้องระวังและมีวิธีป้องกันการขัดข้องจากระบบสื่อสาร ที่ผ่านมากรณี Halloween Storm Surge Shocks เกิดการขาดตอนราว 1 ชั่วโมง

สิ่งที่เกิดกับโลกของเราตอนนี้


HERE COMES TROUBLE? A big sunspot is emerging over the sun’s southeastern limb, and it is crackling with activity. NASA’s Solar Dynamics Observatory recorded a surge of extreme ultraviolet radiation from the sunspot’s magnetic canopy on March 21st:
This appears to be the return of old sunspot 1165, last seen in early March when it formed on the sun’s southwestern limb. Since then it has been transiting the far side of the sun, apparently growing in size and restlessness. The potential for trouble will become more clear in the hours ahead as the active region emerges in full. Stay tuned.

กระแสลมสุริยะปะทะสนามแม่เหล็กโลก : 20 เมษายน 2011 โลกเจอเต็มๆ ตรงไหนก็ไม่รู้จะโดน
YouTube Preview Image

การปะทุของดวงอาทิตย์เกิดจากการระเบิดของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสะสมพลังงานจำนวนมากจากการพันกันของสนามแม่เหล็ก (โดยมากจะอยู่เหนือจุดมืดบนดวงอาทิตย์) ถูกปลดปล่อยออกมาทันทีทันใด การประทุจะปล่อยรังสีออกมา ก่อให้เกิดการฉายแสงออกมานอกสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จากคลื่นวิทยุ เป็นรังสีเอ็กซ์ และ รังสีแกมมา นักวิทยาศาสตร์ได้จำแนกการประทุของดวอาทิตย์ โดยใช้รังสีเอ็กซ์เป็นเกณฑ์ โดยที่รังสีเอ็กซ์มีความสว่างที่ความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 1 – 8 อังสตรอม
X Class Flare เป็นรังสีขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่ก่อให้เกิดคลื่นวิทยุทั่วดาวเคราะห์และเป็นพายุรังสีที่ระยะเวลายาวนานที่สุด
M Class Flare เป็นรังสีขนาดกลาง โดยทั่วไปจะเป็นคลื่นวิทยุขนาดสั้น ซึ่งเป็นต้นเหตุที่มีผลกระทบต่อขั้วโลกเหนือ พายุรังสีขนาดเล็กมันจะเกิดจากการประทุระดับ M นี้ เปรียบเทียบกันระหว่าง X และ M
C Class Flare เป็นคลื่นรังสีขนาดเล็ก เป็นคลื่นที่มีผลกระทบต่อโลกน้อยมาก

ขอบคุณ

:: http://board.palungjit.com/f178/รายงาน-ความผิดปกติในโลก-และ-นอกโลก-vs-เหตุการณ์ปัจจุบันและภัยธรรมชาติ-275082-16.html

:: http://www.sunflowercosmos.org/report/report_main/report_solarwind_effect.html

:: http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=spaceboard&No=5589


zp8497586rq

Popularity: 23% [?]

Filed Under: รู้สู้ ภัยพิบัติ

About the Author:

Comments Closed

RSSComments (0)

Leave a Reply | Trackback URL

  1. Nui707 says:

    u0e1bu0e23u0e30u0e01u0e32u0e2au0e44u0e1bu0e2bu0e21u0e14 u0e17u0e27u0e35u0e2au0e40u0e15u0e2du0e23u0e4c u0e40u0e1fu0e2a u0e2du0e35u0e41u0e21u0e27 u0e1au0e25u0e4au0e2du0e04nu0e1bu0e2du0e22u0e16u0e32u0e21u0e27u0e48u0e32u0e1bu0e39u0e17u0e33u0e2du0e30u0e44u0e23u0e21u0e31u0e48u0e07 u0e19u0e35u0e48u0e04u0e37u0e2du0e04u0e33u0e15u0e2du0e1au0e15u0e48u0e2du0e0au0e32u0e27u0e2au0e22u0e32u0e21u0e41u0e25u0e30u0e0au0e32u0e27u0e42u0e25u0e01

  2. Kobkaeo Jantavikulbutr says:

    u0e02u0e2du0e1au0e04u0e38u0e13u0e19u0e30u0e04u0e30 u0e17u0e35u0e48u0e43u0e2bu0e49u0e04u0e27u0e32u0e21u0e01u0e23u0e30u0e08u0e48u0e32u0e07u0e0au0e31u0e14u0e40u0e08u0e19u0e21u0e32u0e01u0e40u0e01u0e35u0e48u0e22u0e27u0e01u0e31u0e1au0e23u0e30u0e1au0e1au0e2au0e38u0e23u0e34u0e22u0e30u0e08u0e31u0e01u0e23u0e27u0e32u0e25 u0e14u0e27u0e07u0e2du0e32u0e17u0e34u0e15u0e22u0e4c u0e41u0e25u0e30u0e1eu0e25u0e31u0e07u0e02u0e2du0e07u0e1eu0e32u0e22u0e38u0e2au0e38u0e23u0e34u0e22u0e30u0e04u0e48u0e30

  3. patchara says:

    u0e02u0e2du0e1au0e04u0e38u0e13u0e17u0e35u0e48u0e23u0e27u0e1au0e23u0e27u0e21u0e04u0e23u0e31u0e1a

Abercormbie and Fitch uk Abercormbie and Fitch sale Burberry Scarf sale Burberry Scarf uk Michael Kors bags Michael Kors uk Ralph Lauren Outlet Ralph Lauren uk Outlet Ralph Lauren sale Ralph Lauren uk sale